Conventional Medicine

การแพทย์แผนตะวันตกที่ใช้กันมาประมาณ 200 ปีนั้น มุ่งเน้นการใช้ยา หรือสารเคมีทั่วไปเพื่อบำบัดอาการโดยการกดอาการไว้  ซึ่งโรคบางชนิดเป็นโรคเรื้อรังจึงต้องใช้ยาไปตลอดชีวิตแล้วบอกว่ารักษาไม่หาย จนในที่สุดผู้ป่วยนั้นก็ได้รับผลกระทบจากยาจนเกิดความทุกข์ทรมานกระทั่งวาระสุดท้าย

ขณะที่การแพทย์แผนตะวันออกที่มีใช้มากกว่า 5,000 ปี ดังที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์จะมุ่งเน้นการปรับสมดุลร่างกาย โดยถือว่าความเจ็บป่วยเกิดจากการเสียสมดุลพลังงานในร่างกาย จึงมีการคิดค้นวิธีการหลากหลายมาช่วยคืนความสมดุลให้กับร่างกาย เช่น การฝังเข็ม จัดกระดูก ล้างพิษ สมุนไพร เซลล์บำบัด ฯลฯ ซึ่งมีโอกาสหายจากโรคมากกว่า ส่วนจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของโรคนั้นๆ โดยอาการที่ร่างกายแสดงออกเป็นเพียงสิ่งบอกเหตุมิใช่เป้าหมายหลักของการรักษา ถ้าโรคหายอาการก็หายไปเอง ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นกระบวนการล้างพิษอาจมีอาการมากขึ้นในช่วงแรกๆ ของการรักษา

ปัจจุบันวงการแพทย์ทั่วโลกยอมรับแนวคิดด้านตะวันออกมากขึ้น มีการวิจัยอย่างกว้างขวางเพื่อสนับสนุนแนวคิดและนำมาต่อยอด อีกทั้งใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวก อย่างไรก็ดี ส่วนดีของการแพทย์ตะวันตกก็ยังมีอยู่ จึงมีการนำแนวคิดทั้งสองส่วนมารวมกัน เรียกว่า การแพทย์แบบผสมผสาน (Complementary Medicine) ดังตัวอย่าง เช่น โรคเบาหวาน ประเภท 2 (DM, Type II) เกิดจากการที่ร่างกายพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ไม่ได้ทำให้น้ำตาลท่วมท้นอยู่ในกระแสเลือดจนเสียสมดุล ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย สาเหตุเบื้องต้นเกิดจากตัวรับที่ผิวเซลล์บิดเบี้ยว เนื่องจากบริโภคอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ให้น้ำตาลสูงมากเกินไปเป็นเวลานาน ถ้าเป็นการรักษาตามแผนตะวันตกจะให้ยาลดน้ำตาลโดยออกฤทธิ์ที่ตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินออกมามากขึ้น และเปิดตัวรับให้น้ำตาลเข้าเซลล์ง่ายขึ้น แน่นอนว่าลดน้ำตาลในเลือดได้ แต่ฤทธิ์ของยามีผลต่อตับ ไตและตับอ่อนที่ถูกบีบนานๆ จนเกิดความเสื่อมในที่สุด ซึ่งถ้าแพทย์แนวผสมผสานจะใช้การปรับพฤติกรรมการบริโภค ใช้เอนไซม์ช่วยย่อยเพื่อให้ตับอ่อนได้พัก ให้วิตามินอาหารเสริม จนถึงเซลล์บำบัด ถ้าพบว่ามีความเสื่อมของตับอ่อนอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนการใช้ยาก็ใช้ไปก่อนในช่วงแรกและค่อยๆ ลดลงจนเลิกใช้ในที่สุด คำถามคือถ้าเป็นตัวท่านเองรวมถึงคนที่ท่านรักท่านจะเลือกใช้วิธีไหน

ทุกๆ โรค ทุกๆ เรื่อง จะมีแนวทางการแพทย์ผสมผสานมาร่วมในการรักษาเสมอ จึงควรพิจารณาทางเลือกอื่นไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต ในประเทศไทยเราเองก็มีการนำแนวคิดแบบผสมผสานนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย จนเกิดเป็นหลักสูตรหลังปริญญาของแพทย์ ที่รู้จักกันในชื่อ เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) และมีการให้บริการทั่วประเทศ เป็นที่นิยมของนานาประเทศจนอาจเรียกได้ว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการแพทย์ผสมผสาน หรือเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาผู้ป่วยแต่ละคนนั้นต้องได้รับการตรวจประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แผนการรักษาเป็นไปอย่างเหมาะสม และผลการรักษานั้นคุ้มค่ากับเงินที่ต้องใช้ไป (Cost-Effectiveness) สุดท้ายแล้วมิใช่เพื่ออมตะแต่เพื่อการมีสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยอดเยี่ยมไปตลอดจนสิ้นอายุขัยนั่นเอง

ด้วยความปรารถนาดี
นพ.บัญชา แดงเนียม

ที่มาไทยรัฐออนไลน์