โรคข้อเข่าเสื่อมเฮ รพ.ศิริราช แยกสเต็มเซลล์น้ำคร่ำได้

วันนี้ (18 ต.ค.)ที่ รพ.ศิริราช  ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว “ครั้งแรกของโลก ศิริราชคิดค้นการแยกสเต็มเซลล์บริสุทธิ์จากน้ำคร่ำ เพื่อใช้รักษาโรคในอนาคต” ว่า การแยกสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำนั้นมีการคิดค้นมานานแล้วจากหลายประเทศ แต่ยังไม่มีความบริสุทธิ์ หากนำไปใช้จะก่อให้เกิดสิ่งแปลกปลอมขึ้นในร่างกาย แต่วิธีการที่คิดค้นและทำการแยกสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำจะมีความบริสุทธิ์ เหมาะแก่การนำไปใช้รักษาคนไข้ในอนาคต จึงกล้าพูดได้ว่านี่เป็นครั้งแรกของโลก ทั้งนี้ในทางทฤษฎีแล้วสามารถนำไปใช้รักษาได้ทุกโรค เพราะสเต็มเซลล์นี้เป็นของคน ถือเป็นความหวังที่ใกล้ความจริงมาก เพียงแต่ต้องมีการทดสอบประสิทธิภาพ คาดว่าไม่นานน่าจะเห็นผลการทดลองอย่างจริงจัง

รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์ หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษาทางการแพทย์ ภาควิชาสูติศาสตร์ -นรีเวชวิทยา กล่าวว่า สเต็มเซลล์ที่ได้จากตัวอ่อนมนุษย์นั้นมีศักยภาพในการพัฒนาไปเป็นเซลล์อวัยวะของมนุษย์มากที่สุด แต่มีปัญหาเมื่อปลูกถ่ายในคนแล้วอาจก่อให้เกิดเนื้องอกได้ อีกทั้งยังมีมีปัญหาด้านจริยธรรม เพราะการนำมาใช้ต้องทำลายตัวอ่อน ส่วนสเต็มเซลล์ที่ได้จากอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายนั้นจะมีปริมาณต่ำและไม่เพียงพอต่อการรักษา ในขณะที่สเต็มเซลล์ที่ได้จากน้ำคร่ำถือว่ามีความบริสุทธิ์ เหมาะแก่การศึกษาเพื่อปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย โดยศิริราชมีแนวคิดใช้เพื่อการรักษาหลายๆ โรค แต่ขณะนี้เริ่มต้นคิดค้นเพื่อการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม โดยทดการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในกระต่ายที่เป็นโรคดังกล่าวเพื่อดูประสิทธิภาพ ซึ่งหากได้ผลดีจะทำการทดลองในคนต่อไป คาดว่าภายใน 1 ปีน่าจะเห็นผลการทดลองในสัตว์ แต่ไม่สามารถคาดเดาผลการทดลองได้ 100% 

รศ.นพ.สุภักดี กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้มีหลายประเทศที่ทำการแยกสเต็มเซลล์ได้แต่ยังไม่มีที่ใดที่แยกได้อย่างบริสุทธ์เพราะส่วนใหญ่จะใช่วิธีการแยกด้วยสนามแม่เหล็ก และวิธีทำให้เซลล์ติดสารรังสี ทำให้เซลล์มีการติดเม็ดแม่เหล็กและสารเคมี แต่วิธีใหม่ไม่ต้องใช้เคมีและเครื่องมือ โดยจะใช้น้ำคร่ำที่เก็บจากหญิงตั้งครรภ์ อายุ 35 ปี ที่มีอายุครรภ์ 4 เดือน เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ต้องมาเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมอยู่แล้ว ซึ่งผู้ป่วยก็ให้ความยินยอมให้ได้ทำการศึกษา ส่วนในผู้ที่มีอายุครรภ์ต่ำกว่า 4 เดือนก็สามารถทำได้ เพราะจากการศึกษาพบว่ายิ่งอายุครรภ์น้อยยิ่งมีปริมาณสเต็มเซลล์สูง แต่เนื่องจากช่วงเวลานั้นน้ำคร่ำมีปริมาณน้อย การเจาะเอาน้ำคร่ำออกมาจะเป็นอันตราย

“เราจะนำน้ำคร่ำมาไว้ในจานทดลองแล้วสังเกตเซลล์ที่ตกตะกอนลงก้นจานก่อน จะถือเป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่แข็งแรงที่สุด แล้วค่อยแยกเซลล์ดังกล่าวมาเลี้ยงในอาหารเซลล์ ซึ่งพบว่ามีการแบ่งตัวของเซลล์ที่ดีและต่อเนื่อง” รศ.นพ.สุภักดี กล่าว และว่า ทางศิริราชมีแนวคิดจัดตั้งธนาคารสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ได้มาจากครรภ์ เช่น น้ำคร่ำ รก และสายสะดือ เนื่องจากเนื้อเยื่อเหล่านี้เป็นแหล่งที่มีสเต็มเซลล์ที่มีศักยภาพสูง การมีธนาคารเก็บไว้จะทำให้ประเทศไทยมีแหล่งสำรองสเต็มเซลล์ไว้ใช้สำหรับการวิจัย และรักษาให้กับผู้ป่วยได้ในอนาคต

ด้าน ดร.ทัศนีย์ เพิ่มไทย หัวหน้าโครงการวิจัยวิจัยเซลล์ต้นกำเนิด  ผู้คิดค้นผลงานวิธีการแยกสเต็มเซลล์บริสุทธิจากน้ำคร่ำ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา กล่าวว่า ในน้ำคร่ำจะมีศักยภาพที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสเต็มเซลล์ของตัวอ่อน กับของตัวเต็มวัย ทำให้มีคุณสมบัติเป็นเคนไซม์เหมือนสเต็มเซลล์ตัวเต็มวัย และมีความพิเศษของสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนตัวอ่อนอยู่ด้วย จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ร่างกายได้หลายชนิด โดยไม่ก่อให้เกิดก้อนเนื้องอก และไม่มีปัญหาทางด้านจริยธรรม แต่ปัญหาคือสเต็มเซลล์ในน้ำคร่ำจะมีอัตราส่วน 0.1 % เท่านั้น จึงมีการคิดค้นเพื่อแยกสเต็มเซลล์บริสุทธิ์ออกมาซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้ระยะเวลาเพียง 3 วัน และเพาะเลี้ยงเพื่อให้เกิดการแบ่งเซลล์เพิ่มเติมโดยพบว่าภายใน 2 สัปดาห์มีการแบ่งเซลล์ได้ถึงแสนล้านเซลล์ ในขณะที่วิธีการเดิมต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน 

“หลังพบการแยกสเต็มเซลล์บริสุทธิ์ได้แล้ว ต่อไปจะหาวิธีเลี้ยงให้บริสุทธิ์ปราศจากโปรตีนสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาการปฏิเสธเซลล์ที่พบบ่อยครั้งในปัจจุบัน เนื่องจากอาหารเลี้ยงเซลล์ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกนำมาจากเลือดลูกวัวในท้องแม่วัว ทำให้มีโปรตีนสัตว์เกาะที่ผนังเซลล์ ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่รับโปรตีนสัตว์ดังกล่าว จึงได้ทดลองใช้เลือดเหลือทิ้งที่ได้จากรกในหญิงหลังคลอดมาใช้ พบว่าได้ผลเป็นอย่างดี เตรียมขยายการทดลองต่อไป” ดร.ทัศนีย์ กล่าว 

ศ.คลินิก นพ.ชาญชัย วันทนาศิริ หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา กล่าวว่า ผลงานการคิดค้นของ ดร.ทัศนีย์ ได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ และได้จดสิทธิบัตรในนามมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงได้รับรางวัลผลงานการประดิษฐ์คิดค้นจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในปี 2555 และได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแสดงและนำเสนอผลงานในเวทีแสดงผลงานประดิษฐ์คิดค้นนานาชาติ ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงปลายเดือนพ.ย.นี้.