การใช้เซลล์บำบัดในการรักษาโรค

เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ.1931 โดยศาสตราจารย์ นพ.พอล นีฮาน (Dr.Paul Niehans) ศัลยแพทย์ชาวสวิส ได้ค้นพบว่า เซลล์ที่เหมือนกันจะเดินทางไปรักษา ไปซ่อมเซลล์ที่อยู่ในอวัยวะเดียวกัน เช่น เซลล์ของตับก็จะเดินทางไปรักษาตับ เซลล์ของหัวใจก็จะเดินทางไปรักษาหัวใจ

การค้นพบของ ศ.นพ. นีฮาน นับเป็นความบังเอิญ เนื่องจาก นพ.นีฮาน ขณะนั้นเป็นศัลยแพทย์เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายต่อมไร้ท่อมือหนึ่งของสวิส ได้รับการปรึกษาให้ปลูกถ่ายต่อมพาราไทรอยด์ ให้กับผู้ป่วยคนหนึ่ง ซึ่งถูกตัดต่อมนี้โดยอุบัติเหตุจากการผ่าตัดไทรอยด์ ทำให้ขาดฮอร์โมนพาราไทรอยด์ เมื่อ นพ. นีฮาน ไปถึงคนไข้อยู่ในภาวะชักกระตุกรุนแรง ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ นพ.นีฮานจึงตัดสินใจบดต่อมพาราไทรอยด์จากสัตว์ที่เตรียมมา จนแตกละเอียดในน้ำเกลือ แล้วนำน้ำที่ได้จากการบดนั้น ฉีดเข้ากล้ามให้ผู้ป่วย ปรากฏว่าผู้ป่วยหายจากอาการชักเกร็ง จนต่อมาอีก 25 ปีก็ไม่มีอาการใดๆ

การรักษาวิธีนี้ในช่วงแรกๆ จะใช้ในกลุ่มบุคคลชั้นสูง เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง ผู้รักษาต้องพักอยู่ในซานาโตเรียมที่สวิสเซอร์แลนด์ 1 สัปดาห์ Live Cell Therapy มีชื่อเสียงมากเมื่อคราวที่พระสันตะปาปา Pius ที่ 12 ประชวรหนัก รับประทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ อ่อนเพลียมาก แพทย์หลวงหมดทางรักษา และลงความเห็นว่าท่านจะมีพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปอีกไม่นาน จึงเชิญนายแพทย์นีฮานไปรักษา นพ.นีฮาน ตัดสินใจรับรักษาพระสันตะปาปาที่กรุงโรม ด้วยวิธี Live Cell Therapy ประมาณ 1 เดือน พระสันตะปาปา Pius ที่ 12 ก็กลับฟื้นขึ้นมาและมีสุขภาพแข็งแรงได้ราวปาฏิหาริย์ ต่อมา ท่านพระสันตะปาปาได้แต่งตั้ง นพ. นี.ฮาน ในฐานะ Papal Academy of Science เพื่อเป็นเกียรติและระลึกถึงความดีงาม ที่ นพ.นีฮานได้ทุ่มเทถวายการรักษาพระองค์

หลังจากนั้น การใช้เซลล์บำบัดเริ่มได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีผู้คนจากหลายประเทศให้ความสนใจ และต่างเดินทางไปรับการรักษาด้วยเซลล์บำบัดเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่มประเทศในยุโรป จนถึงเอเชีย และรวมทั้งในประเทศไทยเราเอง ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ใช้เซลล์บำบัดในการดูแลสุขภาพเช่นกัน